มีความสุขกับโรคประจำตัว?
posted on 29 May 2008 16:21 by kinderliebenfroh in Innenwelt
เพราะว่าเป็นมาแต่เกิด
เพราะว่ามันเป็นซะแล้ว
เพราะว่าฉันต้องเป็นนี่นะ
ดังนั้น...
ฉันก็เลยพยายามคิดว่าโรคนี้...เป็น
"พี่น้องฝาแฝด" ไปซะเลยค่ะ
ทำไมต้องคิดแบบนั้น?
เพราะว่า
ถ้าเราคิดว่า
มันเป็น
"กาฝาก
เป็น
"สวะ"
เป็น
"ของโสโครก"
รึอะไรไม่ดีๆล่ะก็....
เราก็จะได้แต่โทษตัวเอง
เกลียดตัวเอง
ที่ต้องมาเป็นแบบนี้ใช่ไหมล่ะคะ?
แล้วยิ่งถ้ามันมาจากกรรมพันธุ์...
นั่น....ก็จะพาลโทษคุณพ่อคุณแม่ไปด้วย...
ฉันว่าโลกนี้ไม่มีพ่อแม่คนไหนดีใจที่
ลูกเป็นแบบนี้เพราะตัวเองเป็นมาก่อนหรอกนะคะ
แล้วที่แย่กว่านั้น...
ก็อาจจะโทษ พระผู้เป็นเจ้า ไปเลยก็ได้...
นั่นก็แย่เกินกว่าจะคิดไปเลยนะคะ
ฉันไม่เคยคิดโทษใครที่ออกมาเป็นแบบนี้หรอกค่ะ
มาเป็นโรคที่มาจากพ่อแม่
รึการสร้างของพระเจ้า...
โทษใครไปแล้วมันหายรึเปล่าล่ะคะ?
รังแต่จะกรีดเป็นแผลบาดลึกไปเรื่อยๆ
สุดท้ายก็จะแย่เพราะ...
ไม่ยอมยืนหยัดรับความจริง...
ฉันคิดว่าการที่เป็นแบบนี้...ไม่ใช่สิ
การที่ได้เป็นแบบนี้นั้น...
พระเจ้าย่อมมีเหตุผลของพระองค์ค่ะ
ว่าทำไมในบ้าน....ฉันถึงเป็นหนักที่สุด....
แล้วฉันก็พยายามคิด....
ค่ะ...ฉันใช้เวลาคิดนานเอาการ เป็น 10ๆ ปี....
นับตั้งแต่เป็นตั้งแต่เกิด....ว่าทำไม?
ฉันได้อะไรจากการมีโรคเป็นฝาแฝดเกาะติดตัวแบบนี้?
แต่ตอนที่อาการเริ่มเผยให้เห็นชัดตอน 5-6 ขวบนั้น
ฉันกลายเป็นเด็กที่เพื่อนๆรังเกียจ...
แน่นอน...รวมถึงอาจารย์บางคนด้วย...
เด็กผู้หญิงหลายคนไม่เล่นกับฉัน
เพราะโรคATOPICนั้น
คนที่เป็นจะมีแผลเน่าเฟะ
ไม่ต่างอะไรกับเรื้อน....เพียงแต่มันไม่ติดต่อ....
แต่ถึงอย่างนั้น...
การที่มีมือเท้าที่มีเลือดและหนอง
ไหลซึมออกมาตลอดเวลา...
จนดูเหมือนว่าผิวหนังกำลังร้องไห้ด้วยความทรมาน
แล้วพอแผลแห้งมันก็จะติดเสื้อผ้า ถุงเท้า..
เวลาถอดจะทรมานมากๆค่ะ...
จะต้องค่อยๆดึงออกแต่แผลก็ฉีกอีกอยู่ดี...
...เป็นที่น่ารังเกียจของใครหลายๆคน
สุดท้าย...เพื่อนฉันจึงมีแค่พี่น้องและ
เด็กผู้ชายที่ไม่คิดอะไรมาก
เด็กผู้หญิงก็มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าเล่นด้วยแบบเต็มใจ
พอโตมาสักหน่อย...ฉันก็ดูแลตัวเองได้
การรักษาอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ดูแทบไม่ออกว่าเป็นโรคแบบนั้น
แต่การใช้ยาที่มีสารเคมีแรงๆมากเกินเป็นเวลานาน
ทำให้วันนึง...
ฉันถึงกับเดินไม่ได้...
เจ็บปวดมากเหมือนกับมีใครเอาลิ่มมาตอกคาไว้
มันทรมานมากค่ะ
งอขาไม่ได้
ไม่สิ...มันขยับไม่ได้เลยค่ะ
ทุกครั้งที่พยายามมันจะรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้
ด้วยอะไรบางอย่างที่มันจะกรีดเนื้อ...
...จากภายในขาของฉัน
ความทรมานที่มากเกินไปสำหรับเด็กประถม...
สุดท้ายก็ต้องใช้มือเดินต่างเท้า..
ถึงจะหาหมอแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะหายในวันสองวัน
เป็นอาทิตย์ที่ฉันต้องมีชีวิตที่ออกไปไหนไม่ได้แบบนั้น
และที่สะเทือนใจมากกว่านั้น คือ
ฉันได้นั่งรถเข็น เป็นครั้งแรก...
ฉันกลัวมากค่ะ...
ว่าฉันจะต้องมีชีวิตแบบนั้นไปตลอด...
ฉันจึงเอาแต่ร้องไห้แล้วเริ่มคิดว่า
"ไม่เกิดมาซะก็คงจะดีหรอก..."
...ฉันพูดจากใจนะคะ ว่าไม่ได้อยากตาย...
ฉันอยากมีชีวิตอยู่ค่ะ
อยากดูแลพ่อแม่...
แล้วก็ดูซิว่าจะมีคนมารักไหม?
เพราะอย่างนั้น...
การที่ต้องกลายเป็นภาระคนอื่น
จึงทำให้ฉันกลัวมากๆ
...แล้วหลังจากนั้น...
ฉันก็เริ่มกลายเป็นเด็กอารมณ์เสียง่าย
และค่อนข้างเก็บกดค่ะ...
ไม่ยอมออกกำลังเพราะคิดว่าในเมื่อไม่หายทำไปก็ไร้ค่า
การที่ได้แต่มองดูคนอื่นเล่นอย่างสนุกสนาน
แต่ฉันกลับต้องมาเป็นโรคอะไรแบบนี้...
มันทำให้ฉันมองโลกแง่ร้ายแบบสุดฤทธิ์
กลายเป็นเด็กที่ชอบอยู่คนเดียว
และหมกตัวอยู่กับการ์ตูน...ซึ่ง
เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันยิ้มและ
คิดอะไรสนุกๆโดยไม่ต้องวิ่งเล่นกับเพื่อนได้
พอม.ต้นเพื่อนดีๆใจกว้างหลายคนก้ทำให้ฉันเริ่มร่าเริงขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น
ฉันก็ยังสร้างเส้นบางๆกั้นคนอื่นกันตัวฉันเอาไว้ค่ะ
เพื่อนหลายคนมองว่าโรคที่ฉันเป็นมันสำออยก็มี
แต่เขาไม่พูดออกมา...
แต่ว่า ฉันดันไปได้ยินเข้าซะนี่...
ซึ่งนั่นจึงทำให้ฉันไม่ชอบที่จะสนิทกับใครมากไป...
ฉันเป็นแบบนั้นมาจนถึงม.ปลาย....
ม.ปลายนี่แหละค่ะ
ที่เริ่มเปลี่ยนฉัน...
เพราะเริ่มโตแล้วมั้ง?
แล้วก้เริ่มคิดว่าจะอยู่และตายไปแบบนี้เหรอ?
ฉันเริ่มคิดว่า...
การเป็นแบบนี้มันดีแล้วเหรอ?
เด็กผู้หญิงคนอื่นๆเขาทำอะไรบ้างนะ
มันน่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ?
ถึงจะสนุกกับการแต่งตัวแต่งหน้าไม่ได้
ก็ลองเดินออกจากมุมอับของตัวเองดูบ้างก็ดี
ฉันเริ่มสนิทกับเพื่อนมากขึ้นค่ะ
แล้วที่เปลี่ยนตัวเองมากที่สุดก็ คือ
ตอนที่entแล้วได้คณะที่ม.แห่งหนึ่ง
ซึ่งมีลมทะเลที่แสลงโรคฉันพัดเอาๆ
ฉันก็เลยต้องออกค่ะ
แล้วก็กลับมาอยู่บ้าน...
ชีวิต 1 ปีที่ได้แต่อยู่บ้าน
และเฝ้ามองคนอื่นสนุกสนานกับชีวิตใหม่ที่ใหม่
ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนโดนทิ้งไว้ข้างหลัง
แล้วคำถามที่ว่า
"ทำไมฉันต้องเป็นแบบนี้ด้วย?"
มันก็กลับมาอีก...
ฉันก้เดินกลับไปในมุมมืดเล็กๆ
ที่มีเส้นบางๆกั้นไว้เหมือนเดิม...
แต่ตอนนั้นเอง...
ฉันได้ไปเจอกับคนคนนึงเข้า
เขาพูดปลอบใจฉันว่า
"การที่พระเจ้าทดสอบใครด้วยโรคภัยอะไรนั้น
พระองค์ย่อมอภัยโทษในบาป(บางอย่าง)แก่เขาเสมอ
และ การที่เราป่วยแล้วอดทน...
พระองค์จะทรงตอบแทนให้เรา"
จริงๆ...ฉันเคยได้ยินคำพูดนี้ค่ะ
แต่เพราะฉันยืนอยู่ในมุมมืดที่ไกลเกินไป
คำพูดนั้นจึงได้แต่ผ่านหูของฉันไป...
แล้วฉันก็เริ่มนึกออกว่า...
แต่ก่อน ตอนไม่สบายหนักๆ
ฉันได้ในสิ่งที่อยากได้หลายๆอย่าง
อย่างไม่น่าเชื่อ....
แล้วก็นึกได้อีกว่า
ฉันมักจะถูกปกป้องจากสิ่งไม่ดีบางอย่าง
จากโรคที่ฉันเป็นนี่เอง...
....แล้วการที่ฉันเดินไม่ได้และเป็นโรคแบบนี้
ใช่ว่าเป็นคนเดียวที่ไหนกันล่ะคะ?
คนอื่นๆ ก็เป็น...
บางคนอาจจะน้อยกว่า
และเป็นมากกว่าอีกก็มีอีกหลายคน...
แล้วเขาก็ยังมีความสุขได้ดี
แล้วฉันก็เก็บเอาความทรมานนั้นมาคิดดูว่า
ฉันจะทำยังไงให้คนอื่นๆ
ไม่คิดในแง่ลบกับตัวเองได้บ้าง?
จะทำยังไง?
แบบไหน?
ถ้าตัวเองไม่ทำตัวให้ดีก่อน...ใครเขาจะทำตาม?
ฉันก็เลยคิดว่า...
การที่ฉันเป็นแบบนี้นั้น
ก็เพื่อสอนให้รู้ว่า
จริงๆ ตัวเองก็เป็นคน...น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้
ถ้าฉันไม่เป็นแบบนี้
ฉันอาจเป็นคนที่เหลวแหลกก็ได้
แล้วก็พอคิดดีๆ...การที่เป็นตั้งแต่เด็กมันเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุด
ฉันจึงคิดว่า
ถ้าทำอะไรเพื่อเด็กๆที่ไม่มีโอกาสได้ก็คงดี
ถ้าช่วยเด็กให้ไม่ต้องมีเรื่องเศร้าๆได้ซัก 2-3 คนก็คงดี
ฉันจึงเริ่มใส่ใจการบริจาคช่วยเหลือเด็กกำพร้ามากขึ้น
ช่วยเหลือคนที่ไม่สามารถมีในสิ่งที่คนอื่นมีมากขึ้น
พอทำแบบนั้นแล้วได้รอยยิ้มกลับมา
หัวใจก็พองโตจนแทบจะลืมเรื่องในอดีตจนหมดไปเลยค่ะ
...ฉันก็เลยรู้ว่า
ฉันอยากอยู่เพื่อทำดีให้มากที่สุด ค่ะ
แต่แค่ตอนนั้น ฉันไม่เคยมองเห็นเท่านั้นเอง...
เพราะฉันเอาแต่นั่งหลบอยู่ในมุมมืดไงคะ
พออกมาได้ก็แทบจะเปลี่ยนไปหมดเลย...
ญาติๆหลายคนก็บอกว่าฉันแปลกไปเยอะค่ะ(ดีป่ะเนี่ย ตกลง?)
ฉันพยายามนึกแต่เรื่องฮาๆกะชีวิตค่ะ
ก็...เวลาแผลกำเริบเดี๋ยวนี้...ก็จะ
"โอ๊ว! อะไรกันนี่ กองทัพAtopicบุกมาจากทางตะวันตก!
เม็ดเลือดขาวโปรดแซ่บๆ ยาจะลงไปช่วยแล้ว!!! โอ๊ทส์!"
อะไรประมาณนี้เลยค่ะ
เหอๆๆๆๆ....
บางทีมีมองดูดีๆสิ...แผลเหวอะนี่คล้ายๆแผนที่โลกเลย
อุ๋...รึมันจะเป็นหน้าป๋าเบลนะอันนี้?
ก็บ๊องไปเลยค่ะ...แหะๆ
ไม่งั้นมันเครียดนะคะ
คิดดูสิคะ
เสื้อใส่อยู่บ้านฉันมีรอยคราบเลือดเต็มไปหมดเลย
บางทีก็คิดฮาไปว่า...อะ..."คุณนั่นแหละ คือ คนร้าย!"
อะไปถึงขนาด...
เสื้อผ้าออกนอกบ้านจึงเน้นสีดำเพื่อกลบเกลื่อนเลือดสาดค่ะ
หึๆ....ฉันว่าสีดำมันอึดนะคะ เปื้อนก็มองไม่ออกดี
ถุงมือๆๆๆ ยาวถึงศอก
ก็คิดซะว่า ตอนนี้เดี๊ยนอยู่ AX ฮ่ะ หึๆ
แต่ที่เหนืออื่นใด...ผ้าคลุมก็มีนะคะ
หนังหัวต้องถูกปกป้องเช่นกันค่ะ
เรียกว่า ครบชุดAX ...เป็นSisterเมริ กันไปเลย
จริงๆ อ.ฝรั่งคนนึงแกก็เรียก ว่า "Sisterเมริน่า" นะคะ
อุก...เด่นชะมัดไม่เรียกจะดีใจกว่านะคะ
(บางคนนึกว่าจริงนะน่ะ)
...อ่ะนะคะ
ก็เลยไปๆมาๆไหงฉันถึงกลายมาเป็น
พวกบ๊องล่องตามลมไปได้ก็ไม่รู้ค่ะ
แต่เอาเป็นว่าฉันชอบนะคะ
มันสนุกสนานดีค่ะ
แล้วก็....
อยากให้มีคนเดินออกจากมุมมืดได้แบบฉันนะคะ
ถึงบางที...
เวลาเศร้าใจกับอะไรบางสิ่งฉันมักจะเผลอไป
หยุดมองดูมุมมืดๆนั่นอีกก็ตาม...
แต่ว่าฉันก็ไม่คิดจะเข้าไปอีกหรอกนะคะ
แนแค่ยืนดูให้รู้ว่า
ถ้าเข้าไปจะต้องกลับไปร้องไห้อีกมากแค่ไหน
ยืนร้องไห้ข้างนอกให้พอ...พอโล่งใจก็เดินต่อเท่านั้นค่ะ
ที่เขียนนี่ไม่ได้ให้สงสารนะคะ
แค่อยากให้รู้ว่า
ฉันทำยังไง คิดยังไงที่เป็นแบบนี้ค่ะ
จะไม่เชื่อก็ได้นะคะ
จะหาว่าโกหกก็ตามใจ...
แต่ถ้าฉันก็โกหกก็ดีสิคะ
ถ้าโรคที่ฉันเป็นมันเป็นเรื่องโกหกก็ดีน่ะสิ....
ฉันจะได้ไปcosเล่นแบบคนอื่นได้ซะที...
จะได้ออกไปนอกบ้านได้อย่างอิสระ
ไม่ต้องรอให้แผลแห้ง-หมดกลิ่นคาวเลือดก็ดี...
เรื่องแบบนี้ไม่เป็นกับตัวไม่มีทางเข้าใจหรอกนะคะ
เพราะอย่างนั้นแล้ว...
อย่าหาว่าโกหกเลยค่ะ...
ฉันจะดีใจมากถ้าเข้าใจนะคะ
อ่ะ...แต่ฉันก็หวังลึกๆว่ามันจะหายนะคะ
ถึงจะไม่มีที่ไหนบอกเลยค่ะว่ามันรักษาได้....
เอาเป็นว่า ตอนนี้...ก็มีชีวิตอยู่กับโรคนี้
แบบเพื่อนกันมันดีค่ะ
ง่า...แปลกไปหน่อยนะคะ...
ช่วงนี้ฉันต้องไปหาหมอทุกๆ 3 วัน
เพื่อไปทำการรักษาเลยแทบจะไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ
ฮา...แต่เพื่อสุขภาพตัวเอง สู้ๆ เนอะ!
...นั่นฉันเองล่ะค่ะ แหะๆๆๆ...
หมวกเมียร์ก้าทำยากส์มาก!
******************









ขนาดเซย์เป็นลมพิษ ทายาที่มันเป็นแป้งอ่ะค่ะ พอแห้งแล้วมันตึงผิวจนรำคาญเลยล่ะค่ะ อ่านชีวประวัติ ? ของเมริซังเเล้วเหมือนนั่งฟังบรรยายอะไรสักอย่าง อยากให้คนที่ท้อแท้กับชีวิตได้อ่านจังเลยล่ะค่ะ
#1 By หนุ่มคอมอาร์ต กะ สาวนิเทศศิลป์ on 2008-05-29 16:47