[fict] Sieglinde's story ep.15:Ehrlich Gesagt

posted on 21 Jul 2016 00:38 by kinderliebenfroh in I-Children, ME-mini-series, My-Artpaper directory Fiction, Diary, Idea

 

 

ก่อนอื่น ต้องขอโทษเป็นอย่างยิ่งจริงๆค่ะ ที่ห่างหายไปนาน
แต่ด้วยกำลังใจและปรับชีวิตตัวเองให้ชินกับปัญหาและการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
จากนี้ไป ก็จะเขียนจนจบให้เร็วที่สุดค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาตลอดจริงๆนะคะembarassed
 
 
*อาจจะมีพิมพ์ผิดมากมาย ขออภัยนะคะ ยาวมาก ตาลายจริงๆ OTZ

 
 
ฉันจะพยายามเขียนไปพร้อมๆกับการกดดดันอันหนักหน่วง(?) จาก แอนนาค่ะ
/โดนแอนนาตบตีๆๆๆๆๆ
 
I hope you like it!    Ich hoffe, es gefällt dir!!
 
/*รูปบางรูป ขยายใหญ่=larger size pictures by click!
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 [ Sieglinde's story]*
*Sieglinde & Elfrieder's story*
 ละครตอนยาว ของ ซี้กลินเด้อ กับ เอลฟรีเดอร์ ค่ะ
 
 *ตอนก่อนหน้ารวบรวมไว้แล้ว ที่
Photobucket
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
*การเขียนตอนต่อ แก้ใหม่ให้strong กว่าเดิม
ต้องขอขอบคุณพ่อแม่พี่น้องพ้องเพื่อนเรือนญาติทุกท่าน
ที่ให้การสนับสนุนนิยายตามใจฉันแต่ไม่ตามใจแอนนา มา ณ ที่นี้ค่ะ * smile
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
EP#15- Ehrlich Gesagt

(/*ภาษาเยอรมัน อ่านว่า /เอฮร์ลิคช์-เก่ซักท์/

 = to tell the truth  /เอ่ยความเป็นจริง )

 

ตอนต่อจาก นี้ค่ะ > http://kinderliebenfroh.exteen.com/20150430/fict-sieglinde-s-story-ep-14-zu-gute-letzt

 
 
 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

แม้ปัจจุบัน การเดินทางของมนุษย์บนโลกจะเจริญก้าวหน้าและรวดเร็วสักแค่ไหน แต่ซี้กลินเด้อ อาโพนี่ และ คูนิแบร์ทก็ยังคงต้องใช้การเดินเท้าและขี่ม้าเพื่อเดินทางลัดเลาะเข้าไปในป่าแบบสมัยอดีตกาลที่มนุษย์และเอลฟ์ป่าเคยใช้กัน นั่นเพราะเครื่องยนต์กลไลต่างๆของมนุษย์นั้น เมื่อเข้ามาในเขตป่าของเอลฟ์ก็จะดับลงและใช้การไม่ได้อยู่ดี ทำให้การเดินทางของพวกเขากินเวลาเป็นวัน แต่ระหว่างทางพวกเขาได้พูดคุยเรื่องราวต่างๆมากมาย จนพบว่าแท้ที่จริงแล้ว พวกเขาเพิ่งรู้ว่า ซี้กลินเด้อ คือ ลูกสาวของอัททิล่าและเป็นเจ้าสาวมนุษย์ที่ไปแต่งงานกับเอลฟรีเดอร์นั่นเอง

 

"ขออภัยจริงๆ ข้านี่ ทำไมไม่เอะใจแต่แรกกันนะ ท่าน คือ ท่านหญิงซี้กลินเด้อ บุตรสาวของท่านอัททิล่านั่นเอง...ข้าเคยพบท่านตอนเด็กๆที่มากับน้องชายของท่านนะคะ แต่ตอนนั้น ท่านถูกน้องชายตัดผมจนแหว่ง สั้นราวเด็กผู้ชาย แอบแปลกใจที่โตมาแล้ว งดงามกว่าที่คิดไว้ค่ะ ไม่คิดว่า เด็กที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงท่านอัททิล่าจะโตมาแล้วงดงามขนาดนี้"

 

อาโพนี่ เอลฟ์ผมสีเงินที่ตอนนี้กลับออกเป็นสีส้มเพราะต้องกับแสงแดดยามเย็น เธอบอกกล่าวกับซี้กลินเด้อที่ตอนนี้ อยู่ในร่างของชายหนุ่มด้วยฤทธิ์ยาของน้องชาย ซึ่งเธอดื่มมันเพราะคิดว่า หากร่างกายแข็งแรงแบบผู้ชายน่าจะช่วยเหลือผู้อื่นได้มากกว่าตอนที่เป็นผู้หญิง แต่ถึงกระนั้น หัวใจของเธอก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่ดี การที่ได้ยินอาโพนี่พูดถึงเธอ

สมัยเด็กๆและพูดชมเธอจึงทำให้รู้สึกเขินอายมากจนต้องเฉไฉชวนคุยในเรื่องอื่น

 

แต่แล้วจู่ๆ คูนิแบร์ทก็เอ่ยขึ้น

 

"ถึก...บึกบึน...เดินกับเรามาได้ขนาดนี้ ถึกทนสมเป็นท่านหญิงของท่านเอลฟรีเดอร์จริงๆ"

 

ทำให้ซี้กลินเด้อสะดุ้งเฮือกเกือบจะขำคำพูดของคูนิแบร์ทที่พูดขึ้นมา แต่แล้วในไม่กี่วินาทีสมองเธอก็ผุดภาพที่เธอไม่อยากเห็นของเอลฟรีเดอร์ขึ้นมา จนทำให้เธอรู้สึกเย็บวาบและรู้สึกหวาดหวั่นจนมือชาไปหมด

 

"ขอโทษที ข้าหมายถึง นอกจากหน้าตาแล้ว ก็ยังแข็งแกร่งกล้าหาญไม่แพ้ผู้ใด...ท่านกล้าอาสาเข้าป่ากับเรา ไม่หวั่นเกรงงานหนักและอันตราย น่านับถือจริงๆ สมแล้วที่ท่านเอลฟรีเดอร์เลือกท่านเป็นคู่ครอง ทางนั้นก็แข็งแกร่งกล้าหาญชาญชัยมาตลอดหลายพันปีจริงๆ"

คูนิแบร์ทรีบบอกเพราะเห็นสีหน้าซี้กลินเด้อไม่ค่อยดี และคิดว่าเธอคงไม่ชอบที่พูดชมว่า เธอสมชายชาตรีมากเกินไป

"หยุดเลยนะ คูนิแบร์ท คำพูดของเจ้าดูไม่เหมือนคำชมแม้แต่น้อย เอ่อ ท่านหญิงอย่าได้ถือสาเลย เขาเป็นคนพูดอะไรไม่ค่อยคิดค่ะ เขาเป็นมนุษย์ครึ่งจระเข้ โตมาในป่ากว่าจะเรียนรู้ชีวิตมนุษย์ก็อายุมากแล้ว เลยอาจจะ ไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมมารยาทเท่าใดนัก แต่เขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรอกนะคะ ข้ารับรองได้เลย"

 

อาโพนี่ยิ้มเจื่อนๆพูดกับซี้กลินเด้อแล้วพลางเขม่นใส่คูนิแบร์ทด้วยสายตาเพื่อให้เขาหยุดพูดอะไรไป

มากกว่านี้ คูนิแบร์ททำหน้าเจื่อนๆ แต่ก็ยอมเงียบไปตามที่เพื่อนชาวเอลฟ์ของเขาแสดงออกมาทางสีหน้า

 

"จริงสิ ท่านหญิงน่าจะพอจะทราบจากท่านมาเนียร์ท หรือ ชาวเอลฟ์ที่เกาะนิวาสเอลฟ์แห่งแสง เกี่ยวกับอาการของพวกเราเหล่าเอลฟ์ป่า..."

 

อาโพนี่ถามเพื่อดึงความสนใจซี้กลินเด้อ ที่ตอนนี้ดูราวกับว่าจะหลุดลอยไปกับความคิดที่เธอเข้าไม่ถึง

 

"เอ๊ะ? เอ่อ...พอจะอ่านคร่าวๆจากโน้ตของมาเนียร์ทค่ะ แต่ยังไม่เข้าใจเท่าไร ต้องขอเห็นอาการด้วยตัวเองก่อน เพราะ เอ่อ ที่จริง ฉันยังไม่เคยเห็นชาวเอลฟ์เจ็บป่วยสักครั้งเลยจริงๆค่ะ"

 

ซี้กลินเด้อตะกุกตะกักตอบไป ที่จริง เธอได้ยินที่อาโพนี่ถามเพียงไม่กี่คำแต่พยายามประติดประต่อและรีบตอบไปเพื่อให้เธอไม่สงสัยว่าเธอมีปัญหาอะไรกับคำพูดของคูริแบร์ท หรือมีเรื่องผิดใจกับเอลฟรีเดอร์

 

"อาการของพวกเรา บางคนก็ล้มป่วยอย่างหนัก ทั้งตัวร้อน มีไข้ มีอาการเพ้อจากภาพหลอน และพูดถึงแต่สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวต่างๆนานา พวกเรา...ไม่เคยเป็นแบบนั้นค่ะ ที่เลวร้ายที่สุดคือ ทุกคนเริ่มล้มป่วยกันไปทั่ว ที่น่าแปลกคือ ผู้ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์เป็นกลุ่มแรกที่ล้มป่วยอย่างรุนแรง แล้วต่อมาก็เริ่มลุกลามมาที่เอลฟ์กึ่งมนุษย์ หรือ เลือดผสมอย่างเรา ข้าเองก็เริ่มมีอาการไข้ไม่นานมานี้ แต่พอจะพยุงอาการไว้ได้เพราะยาที่ท่านหมอช่วยกันคิดค้นขึ้นมากับพวกเอลฟ์แห่งแสงค่ะ ยาของเรา แม้แต่คาถารักษาที่มีแต่โบราณต่างๆ ใช้ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย มันน่าแปลก...จริงๆ..."

 

ซี้กลินเด้อตั้งใจฟังจนแทบไม่กระพริบตา เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเรื่องราวแบบนี้ เพราะปกติแล้ว เอลฟ์นั้นมีร่างกายที่แข็งแรงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีแม้อาการไอ หรือ หวัดเล็กๆน้อยๆแบบมนุษย์ แผลเป็น หรือ จุดด่างพร้อยบนร่างกายก็ไม่เคยปรากฏให้เธอเห็น เพราะมันมักจะหายภายในไม่กี่นาที แม้แผลจะใหญ่แค่ไหน ก็กินเวลาไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ของที่มนุษย์เป็น

 

"ข้าเองก็ประหลาดใจ พวกเอลฟ์ที่หัวไม่มีแม้แต่รังแคสักชิ้น จู่ๆก็นอนซมกันระนาวราวใบไม้ร่วง ยาทุกขนานที่มีในป่าก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันน่าแปลก...ตอนที่เห็นแบบนั้น ข้าเลยคิดได้ว่า พวกเราน่าจะลองติดต่อกับมนุษย์ดูอีกครั้ง ก็เลยมาที่บ้านท่านอัททิล่าที่เคยรักษาแผลที่หางข้าจนหายดี แต่ก็เจอหนุ่มหน้าสวยแทน ทีแรกคิดว่าจะไม่ได้อะไร แต่กลับเกินคาดกว่าหน้าสวยๆนั่นเยอะทีเดียว นี่สินะ ผู้ชายที่สวยแต่รูป จูบก็หอม"

 

คูนิแบร์ทพูดโดยไม่มีเจตนาร้ายอะไร แต่คำพูดที่ชวนให้คนมองแง่ลบก็เยอะเหลือเกินแต่ก็ดูน่าขำมากกว่าด้วยซ้ำไป ต่างจากคำพูดเชือดเฉือนจิตใจของไมสเตอร์ น้องชายของซี้กลินเด้อ เธอจึงคิดว่าเขาน่าจะไม่ได้มีเจตนาร้ายหรืออคติอะไรกับเอลฟ์ แค่อาจเลือกคำพูดไม่ค่อยจะถูกเท่านั้นเอง

 

"ข้าล่ะเหนื่อยกับการพูดของเจ้าเสียจริง คูนิแบร์ท...ท่านหญิงโปรดอย่าใส่ใจเลยนะคะ อ๊ะ! ถึงแล้วค่ะ แต่จากตรงนี้ไป ต้องพยายามอย่าหลงทางกับข้านะคะ ทางเดินนี้ เป็นเขาวงกตที่มีแต่พวกเอลฟ์กับเราเท่านั้นที่รู้ทางไปที่ถูกต้องค่ะ"

 

"ถ้าหลงก็ นั่งร้องไห้อยู่กับที่เลยนะ เราจะได้หาเจอง่ายๆ"

 

คูนิแบร์ทพูดพลางมองซี้กลินเด้อและจ้องเขม็งราวกับรอว่า เธอจะเข้าใจที่เขาบอกหรือไม่

 

"เอ้อ...เอ่อ ค่ะ ได้ค่ะ"

 

ซี้กลินเด้อรีบตอบเขาไป คูนิแบร์ทก็ยิ้มออกมา ทำให้เธอเผลอยิ้มแหยๆออกไปและแอบคิดว่าคำพูดของคูนิแบร์ทเป็นมุกตลกรึเปล่า แต่ก็คิดว่าควรจะเดินตามให้ทันกันไว้ เพื่อไม่ให้หลงทางจากกันง่ายๆดีกว่า

 

อาโพนี่ลงจากหลังม้า และเดินไปที่กลุ่มไม้เถาวัลย์หนาทึบปกกลุ่มอยู่ เธอเอามือแตะและกระซิบเป็นภาษาของเอลฟ์ซึ่งซี้กลินเด้อเริ่มฟังเข้าใจชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

 

"ขอทางกลับบ้านให้เราด้วย"

 

อาโพนี่พูดจบเพียงครู่เดียวต้นไม้ต่างก็พากันขยับเคลื่อนไหวกิ่งก้านใบ แม้แต่เถาวัลย์ที่หนาทึบนั้นก็แยกออกจากกันราวคู่รักที่กล่าวอำลา ใบไม้ที่หลุดร่วงจากกันแต่ละกิ่งของต้นแต่ละต้นปลิวโปรยไปทั่วราวหิมะตก เป็นภาพที่สวยงามเหมือนในหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบ

 

"สวยจังเลย"

 

ซี้กลินเด้อตาเบิกกว้าง ถึงเธอจะพอเคยเห็นการเปิดทางให้เอลฟ์ของต้นไม้มาก่อน ตอนที่เธอเจอกับเอลฟรีเดอร์ครั้งแรก แต่ตอนนั้น เป็นการเปิดทางเพียงเล็กๆสำหรับตัวเธอคนเดียว ไม่ได้กว้างใหญ่เท่าในตอนนี้ เธอจึงคิดว่าอาจจะเป็นเพราะมากันสามคนไหมนะ เลยทำให้การเปิดทางครั้งนี้ดูจะกว้างและกินเวลากว่าสักหน่อย แต่ก็คุ้มค่าแก่การจ้องมองโดยไม่รู้สึกว่าเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย

 

"เดี๋ยว ...ถอยออกมาก่อน..."

 

คูนิแบร์ทเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาหมายเพียงให้ซี้กลินเด้อเท่านั้นที่ได้ยินเขา ซี้กลินเด้อหันกลับไปมองด้วยความสงสัย

 

"เอ๊ะ? มีอะไรเหรอคะ...?"

 

ซี้กลินเด้อมองตามอาโพนี่ที่เดินนำหน้าไปก่อน ในตอนนี้ บรรยากาศเงียบสงัดผิดกับตอนที่เดินทางมา เสียงลม สัตว์ป่าและนกร้องหายไปราวกับพวกเขาอยู่ในพื้นที่อันว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่สายลม ต้นไม้หยุดนิ่งไม่ไหวติง และแล้วในตอนนั้นเอง เสียงแว่วที่ฟังแล้วไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นเสียงของผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่แม้แต่จะระบุว่าเป็นเสียงของมนุษย์รึเปล่าด้วยซ้ำ ก็ดังขึ้น

 

" เจ้าสาวมาแล้ว...มา... "

 

ยังไม่ทันที่ซี้กลินเด้อจะฟังประโยคนั้นจนจบ อาโพนี่ก็ตะโกนด้วยเสียงอันแผดดังว่า

 

"หนี! หนีเร็ว!"

 

ซี้กลินเด้อทั้งตกใจและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด เธอยังไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร แต่ดูจะท่าไม่ดีแล้ว ตอนที่กำลังตัดสินใจว่าจะทำยังไงอย่างสับสน เธอก็เห็นภาพของอาโพนี่ที่พยายามโดดขึ้นหลังม้าถูกกิ่งไม้ขนาดใหญ่ฟาดเข้าที่กลางหลังจนปลิวกระเด็นเลยผ่านเธอไปในระยะเผาขน และม้าของอโพนี่เอง ก็ถูกเถาวัลย์มัดและลากเข้าไปในป่าลึกในพริบตา

 

"อาโพนี่!!!"

 

คูนิแบร์ทตะโกนเรียกเพื่อนเอลฟ์ของเขาพร้อมกับกระโดดลงจากหลังม้า และรีบวิ่งตรงไปยังร่างของเพื่อนที่นอนแน่นิ่งทันทีที่ร่างตกกระแทกพื้น แม้อีกเพียงก้าวเดียว เขาก็จะเอื้อมมือไปดึงร่างของเธอขึ้นมาได้ แต่เถาวัลย์ใกล้ๆนั้นก็หวดฟาดลงมาอย่างแรงจนพื้นดินเบื้องหน้าเขาแตกกระจายไปทั่ว ทำให้ม้าของเขาตื่นตกใจรวมถึงม้าที่ซี้กลินเด้อขี่มา จนเธอต้องตัดสินใจโดดลงมาและปล่อยให้มันออกวิ่งเตลิดหายไปในป่า โดยมีเสียงร้องของมันดังขึ้นก่อนจะแว่วหายไปพร้อมกับเสียงกิ่งไม้และใบไม้กระทบกันอย่างแรง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมื่อซี้กลินเด้อหันกลับไปมองร่างของอาโพนี่ที่หมดสตินั้นก็ถูกลากไปตามพื้นก่อนจะถูกกระชากขึ้นและถูกโยนเข้าไปในทางเข้าป่าแห่งเอลฟ์ ราวกับตุ๊กตาโชคร้ายของเด็กที่เล่นของเล่นอย่างไม่ออมมือ

 

ในตอนนั้นเอง พอมองตามเถาวัลย์ที่อยู่ภายในป่าแห่งเอลฟ์ที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไป ซี้กลินเด้อก็พบร่างของเอลฟ์ป่ามากมายถูกเถาวัลย์และกิ่งไม้นานับไม่ถ้วนผูกมัดและตรึงไว้ตามกิ่งของต้นไม้ทั้งหลายที่เรียงรายอยู่ตรงเบื้องบนเหนือศีรษะของเธอเอง บ้างก็ถูกห้อยหัวลง บ้างก็ถูกมัดจนมองไม่เห็นหน้าตา ราวกับว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ไปเสียแล้ว แม้พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ละร่างก็ล้วนอิดโรยและซีดเซียวราวกับถูกดูดของเหลวออกจากร่างกายและกำลังจะหยุดหายใจในไม่ช้า อาโพนี่เองก็ถูกต้นไม้ลากและดึงขึ้นไปรวมไว้ด้วยในทันที  แต่ต้นไม้กลับยังคงแผ่กิ่งก้านและมีสีสันงดงามอย่างไร้ที่ติ ถึงแม้ร่างของเอลฟ์ที่ถูกตรึงไว้ด้วยเถาวัลย์และกิ่งไม้นั้น จะทำให้บรรยากาศดูดำมืดและน่าหวาดกลัวอย่างมากก็ตาม

 

คูนิแบร์ทพยายามหยิบอาวุธมาใช้ แต่ก็เป็นเพียงปืนด้ามขวานซึ่งเขาพกติดตัวมาด้วย แต่มันเป็นปืนทำจากไม้และมีปลายเป็นขวานเล็กๆแบบที่ยุโรปโบราณใช้เมื่อนานมาแล้ว มันจึงกลายเป็นของไร้ค่าที่แทบจะทำอะไรไม่ได้กับต้นไม้ที่กิ่งก้านมากมาย และมีขนาดที่ใหญ่เกินกว่าที่ขวานตัดสับมันจนขาดได้ แม้ซี้กลินเด้อจะพยายามหาทางช่วยอาโพนี่และพยายามใช้คาถาไฟที่พอจะต้านทานไม่ให้กิ่งไม้มาถึงตัวของเธอ ทันทีที่กิ่งไม้และเถาวัลย์ถูกไฟ มันก็จะหดหนีราวกับงูที่มีชีวิต แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความแรงและเร็วของกิ่งไม้ที่กระหน่ำฟาดลงมาได้ บาดแผลจากการถูกฟาดและถูกบาดจากกิ่งก้านของต้นไม้เริ่มมีมากขึ้นและทวีความเจ็บขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่พยายามหลบหลีก ทำให้เห็นชัดแล้วว่าหมดหนทางที่จะต่อกร คูนิแบร์ทหยุดวิ่งไปเพื่อช่วยอโพนี่และหันไปจับแขนซี้กลินเด้อไว้แน่น

 

"ช่วยไม่ได้แล้ว! ท่านหญิงมานี่!"

 

คูนิแบร์ทพูดพลางดึงแขนของซี้กลินเด้อและหันหลังกลับไปยังทางออก

 

"เดี๋ยวก่อน! แล้วอาโพนี่ล่ะ!? เราต้องหาทางช่วยเธอด้วยสิ!"

 

ซี้กลินเด้อตะโกนเรียกคูนิแบร์ทเพื่อเรียกให้เขาหยุดและกลับไปช่วยเพื่อนของเขา

 

"ไม่! เราสัญญากันไว้แล้ว ว่าหากเกิดอะไรกับมนุษย์ข้างนอกอีกคน...คนที่พามาจะต้องไม่เป็นอะไร! จะให้เป็นเหมือนตอนนั้นไม่ได้!"

 

"เอ๊ะ!?"

 

พูดจบเขาก็คว้าแขนของซี้กลินเด้อไว้แน่น ก่อนที่ซี้กลินเด้อจะทันพูดอะไร เขาก็กระชากเธอขึ้นราวกับคู่เต้นรำที่ยกตัวอีกฝ่ายขึ้นเพื่อแบกไว้บนบ่าอย่างสวยงามและคล่องแคล่ว แต่มองดีๆแล้ว ก็เหมือนนายพรานที่แบกร่างหมูป่าที่จับมาได้ไว้บนบ่าเช่นกัน เขารีบวิ่งออกไปทันทีก่อนที่กิ่งไม้อื่นๆจะพากันเหวี่ยงฟาดกันมายังพวกเขา และเถาวัลย์อีกนับร้อยที่ฟาดลงมาราวแส้ที่ลงทัณฑ์อย่างไร้ความปรานี

 

อาจเป็นเพราะคูนิแบร์ทเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ หูตาของเขาจึงไวพอที่จะสามารถขยับหลบการโจมตีจากต้นไม้เหล่านั้นได้อย่างว่องไว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงโดนฟาดเข้าเต็มแรงเมื่อเขาพยายามหันตัวอีกด้านและเอาแขนป้องเข้ารับไว้เพื่อกันไม่ให้ถูกตัวซี้กลินเด้อ คูนิแบร์ทรีบวิ่งออกไปโดยเร็ว แม้กระนั้นคำว่า วิ่งพ้นแล้ว ก็ไม่เกิดขึ้นกับพวกเขาเลย เพราะต้นไม้ต่างๆกลับเริ่มขยับกิ่งก้านไปแปลกๆตามต่อกันมาราวกับมีการบอกต่อเพื่อให้ไล่ตามพวกเขา เมื่อเห็นดังนั้น ซี้กลินเด้อจึงมีคำถามผุดขึ้นในสมองเต็มไปหมดแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นถามที่อะไรดีและรู้ดีว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถามด้วย

 

"ข้าจะพาท่านกลับ! ท่านหญิงเป็นมนุษย์ เรื่องนี้ ที่จริง เราไม่ควรให้พวกท่านต้องมาตกที่นั่งลำบากด้วย ไม่สิ ท่าน...ท่านสิ ท่านเป็น ท่านหญิงของท่านเอลฟรีเดอร์ เป็นคนของทางนั้น จะให้เป็นอะไรไม่ได้!"

 

คูนิแบร์ทพูดกำชับกับเธอและราวกับกำชับกับตัวเองด้วย เขาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนพวกแนวกิ่งไม้และต้นไม้นั้นไล่ตามไม่ทัน แต่พวกต้นไม้ก็ยังคงเปลี่ยนทีท่าราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยับเขยื้อนได้ไล่หลังตามมาราวกับโดมิโน ซี้กลินเด้อรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้ายขึ้นมากกว่าที่เธอคิดไว้จริงๆ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ คูนิแบร์ทที่แบกเธอไว้เองก็จะไม่รอด เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า

 

"ให้ฉันลงเถอะค่ะ! ไม่ต้องห่วง ฉันปกป้องตัวเองได้ ถ้าเราสองคนช่วยกัน น่าจะดีกว่านะคะ!"

 

คูนิแบร์ทไม่ได้ทำตามที่เธอพูด เขายังคงแบกเธอไว้และออกวิ่งเต็มแรง ก่อนจะโดดลงไปยังทางลาดเบื้องหน้าและลัดเลาะผ่านกอไม้ที่ผุพังและโขดหิน โดยที่ยังคงได้ยินเสียงของต้นไม่ขยับไหวอย่างแรงไล่หลังตามมา ในที่สุดเธอก็ได้ยินเสียงของน้ำไหลดังใกล้เข้ามาๆ เมื่อเอี้ยวตัวมอง เบื้องหน้าของเธอก็ปรากฏทิวทัศน์ของชายฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลแรงไม่ขาดสาย

 

"น้ำนี่อาจจะแรง แต่ถ้าว่ายน้ำได้ ก็ไม่เป็นไร มันไม่ได้ลึกมาก มันพัดไปทางหมู่บ้านท่านพอดี"

 

คูนิแบร์ทบอกกับซี้กลินเด้อ สีหน้าของเขาแม้จะยังดูนิ่งเฉย ราวกับจระเข้ที่เดาอารมณ์ไม่ได้ แต่เธอก็พอจะรู้ว่าเขากำลังจะหมดแรงในไม่ช้า

"ถ้าเป็นในน้ำ มันน่าจะตามไปไม่ได้ ถ้าออกจากเขตป่า ท่านน่าจะปลอดภัย กลับบ้านของท่านเสีย แล้วลืมเรื่องของพวกเราซะ"

 

คูนิแบร์ทพูดกับซี้กลินเด้อด้วยสายตาแข็งกร้าวราวกับทหารที่สั่งลากันเป็นครั้งสุดท้ายในสนามรบ

 

"ทะ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ ช่วยบอก...?"

 

ยังไม่ทันจะถามจบ ซี้กลินเด้อก็ถูกโยนลงในน้ำทันที ถึงน้ำจะไม่ได้ลึกมาก แต่ความเร็วของน้ำก็ทำให้เธอแทบจะพยุงตัวให้ลอยเหนือน้ำแทบไม่ได้ เธอพยายามกระเสือกกระสนดันตัวเองให้โผล่พ้นน้ำพร้อมๆกับพยายามดึงไม้คทาเวทมนต์ออกจากกระเป๋ากางเกงและร่ายมนต์ในใจที่ทำให้กระเป๋าของเธอพองขึ้นราวลูกโป่ง และพยายามเกาะมันไว้ให้มั่นเพื่อดันตัวขึ้นเหนือน้ำ

ทันทีที่หายใจได้เฮือกใหญ่ เธอจึงพยายามมองกลับไปที่ฝั่งเพื่อมองหาคูนิแบร์ท แต่ภาพที่เห็นนั้น คือร่างของคูนิแบร์ทที่ถูกเถาวัลย์พันไว้จนแน่น เขาพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากเถาวัลย์เหล่านั้นแต่ดูไม่เป็นผลเลย และในที่สุด ภาพที่เธอไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้น ร่างของเขาเหวี่ยงกระชากราวตุ๊กตากระแทกลงกับโขดหินใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำและถูกลากเข้าไปในป่าทึบอย่างรวดเร็ว

 

'นี่มัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?'

 

เธอรู้สึกว่าสมองของเธอชาไปหมด ไม่ใช่เพราะความเย็นของน้ำ หากแต่เป็นเพราะเธอรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดเหล่านั้นแทบไม่ทัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ยังเป็นการเดินทางที่เป็นปกติอยู่เลย แต่แค่ไม่กี่นาทีถัดมา ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร ภาพของอาโพนี่และคูนิแบร์ทที่ถูกต้นไม้เหวี่ยงกระชากไปมาราวกับตุ๊กตา ทำให้เธอรู้สึกกลัว ระหว่างที่ลอยไปกับกระแสน้ำ เธอก็พยายามมองไปรอบๆตัว แม่น้ำนี้กว้างใหญ่มากพอที่กิ่งไม้และเถาวัลย์ต่างๆจะยื่นมาไม่ถึง เธอจึงพยายามลอยตัวให้ออกห่างจากริมฝั่งน้ำเขตของป่าแห่งเอลฟ์เท่าที่ทำได้อย่างหวาดระแวงแต่แล้วเสียงของเกือกม้าที่วิ่งกระทบพื้นก็ดังขึ้นมาจากริมฝั่งแม่น้ำ

 

ซี้กลินเด้อพยายามมองหาต้นตอของเสียงก็พบว่ามีชายสวมผ้าคลุมกำลังควบม้าไล่กวดตามเธอมา ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยลับไป ทำให้มองเห็นหน้าได้ยากขึ้น เธอจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร และมาดีหรือร้ายกันแน่

 

"ไม่จริงน่า! ไม่เอานะ!"

 

ซี้กลินเด้อที่เริ่มลนลานด้วยความกลัวจัดพยายามหยิบคทาขึ้นมาเพื่อร่ายมนต์สักบท อะไรก็ได้ที่พอจะทำให้เธอไม่ถูกไล่ตามจากเขา แต่กลับไม่มีสักบทแล่นเข้ามาในหัว เธอรู้สึกกลัวจนอยากจะร้องไห้แต่น้ำตาก็ไม่ไหลออกมา ชายบนหลังม้าคนนั้นยังคงไล่ตามเธอและเริ่มควบม้าเข้ามาใกล้ฝั่งในตำแหน่งที่เธอกำลังถูกแรงน้ำพัดเข้าไปหาและตอนนั้นเองต้นไม้ก็เริ่มเคลื่อนไหวและเหวี่ยงฟาดกิ่งก้านไปมา โดยกิ่งหนึ่งฟาดลงกับพื้นตรงหน้าของชายขี่ม้าคนนั้น จากนั้น เหล่าต้นไม้ใหญ่ก็ฟาดเอากิ่งกิ่งที่ใหญ่ที่สุดมายังเธอ มันประสานกันราวกับจะกลายเป็นมือที่จะกระชากตัวเธอให้ได้

 

โชคยังดีที่กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทำให้กิ่งไม้นั้นเฉียดเธอไปเพียงก้อย เล่นเอาหัวใจแทบหยุดเต้นแต่ถึงกระนั้น เถาวัลย์ที่พันอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่นั้นก็เหวี่ยงฟาดมายังซี้กลินเด้อ พวกมันคว้าแขนของซี้กลินเด้อไว้ได้ราวกับแส้ของคาวบอยที่ตวัดมัดพันเพื่อคว้าเอาของที่ต้องการมาไว้ในมือ แล้วกระชากเหวี่ยงเธอขึ้นจากน้ำในทันทีด้วยแรงอันมหาศาล

 

ขณะที่ลอยอยู่ในอากาศภาพเบื้องหน้าที่มีแต่กิ่งไม้และใบไม้เต็มไปหมด แต่เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่คาดคิดและไม่ทันตั้งตัว ทำให้สมองของเธอแทบจะไม่สั่งการอะไร ตัวของเธอรู้สึกชาไปหมด เธอมองเห็นทุกอย่างเบื้องหน้า แต่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอะไรต่อไปอีกแล้ว ภาพที่เห็นเริ่มมีสีขาวดำตีกันไปหมดราวกับสติเธอกำลังจะหลุดลอย หูก็เริ่มอื้ออึงและเสียงกิ่งไม้ที่เคยดังกึกก้องกลับค่อยๆหรี่เบาลงเรื่อยๆ ไปพร้อมๆกับภาพ

 

ข้างหน้าที่เริ่มเบลอขึ้นเรื่อย

 

"เวลาคนกำลังจะตาย เขารู้สึกแบบนี้เองสินะ... ทำไมกันนะ..."

 

ประโยคเดียวที่เธอคิดได้ กลับเป็นความหดหู่และคิดว่าตัวเองจะต้องตายแล้วแน่เพราะเธอไม่รู้ว่าจะสุ้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ตอนนี้ เธอตัวคนเดียวแล้ว ไม่มีใครช่วยแล้ว

“ไม่มีใครช่วยเลยสินะ...”

ซี้กลินเด้อค่อยๆหลับตาลงราวกับจะยอมรับชะตากรรม แต่ตอนนั้นเอง เธอก็ผุดภาพๆหนึ่งขึ้นมาในใจ มันเป็นภาพใบหน้าของผู้เป็นพ่อและแม่ของเธอ

 

“ไม่ ถ้าฉันตายตอนนี้ ไม่ได้! ฉันจะทำให้พ่อแม่เสียใจกว่านี้ไม่ได้ ไม่มีใครช่วยแล้วทำไมล่ะ? ฉันต้องงอมืองอเท้าแบบนางเอกรอคนมาช่วยตลอดรึไง?”

 

พอคิดแบบนั้นได้ สติของเธอค่อยๆกลับมา เธอหลับตาและกัดฟันแน่นก่อนจะลืมตาขึ้นมา แล้วดูว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน รอบตัวเธอมีเถาวัลย์พันรอบอยู่แล้วก็จริง แต่มันน่าแปลกตรงที่เธอไม่ถูกเหวี่ยงกระแทกพื้นแบบอโพนี่หรือฟาดเข้ากับโขดหินแบบคูนิแบร์ท แต่เธอกลับถูกเถาวัลย์มัดตัวและลากโยงไปเรื่อยๆราวกับเธอเป็นสัตว์ที่ติดเหยื่อนายพรานและกำลังถูกดึงขึ้นไปเพื่อขึงไว้บนต้นไม้ โชคยังดีที่ไม้คทายังคงถูกมัดรวมไว้ในมือด้วย และโชคดีขึ้นไปอีก ที่ปลายไม้โผล่ออกมาด้านนอกพอดี เธอจึงพยายามตั้งสติอีกครั้งและร่ายคาถาเสกคบเพลิงขึ้นที่ปลายไม้

       ทันทีที่ไฟลุกขึ้นและลามไปติดกิ่งไม้ มันก็สะบัดหนีและปล่อยให้แขนข้างที่ถือคทาของซี้กลินเด้อเป็นอิสระ เธอจึงใช้โอกาสนั้นใช้ไม่คทาจี้ยังกิ่งที่พันตัวเธอ ถึงจะเสี่ยงว่าเธอจะโดนไฟคลอกไปด้วย แต่ก็คุ้มค่าเพราะเธอก็หลุดออกมาได้ในที่สุด ต้นไม้นั้นปล่อยตัวเธอออกและสะบัดไปมาเพื่อให้ไฟดับ ซี้กลินเด้อตกมายังพื้นด้านล่างที่เป็นพุ่มไม้หนา ทำให้เธอไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก แต่การสะบัดนั้นกลับทำให้ไปโหมหนักขึ้นด้วยอากาศที่ช่วยกระพือให้ไปแรงมากกว่าเดิมและลามไปถูกต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆกัน ทำให้พวกมันหยุดที่จะตามจับซี้กลินเด้อที่กำลังวิ่งหนีห่างออกไปเรื่อยๆ

 

ซี้กลินเด้อไม่มีเวลาหยุดดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปอีก เธอรีบวิ่งสุดฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอออกวิ่งไปเรื่อยๆอย่างไม่หันหลังกลับจนกระทั่งเสียงอันอึกทึกของต้นไม้ต่างๆค่อยๆแผ่วเบาและจางหายไป

 

 

++++++++++++++++++++++++++++

 

       หลังจากออกวิ่งมา ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว แต่ตอนนี้ ขาของเธอเริ่มล้าและรอยช้ำต่างๆทั้งจากที่ถูกกิ่งไม้ฟาดก่อนหน้า และรอยที่เกิดจากการบาดของคมเถาวัลย์ที่เธอเพิ่งสังเกตเห็น ก็ทำให้เธอต้องค่อยๆเพลาแรงขาและฝีเท้าลง ระหว่างที่รู้สึกว่าสถานการณ์รอบข้างสงบลง เธอจึงค่อยๆตั้งสติและคิดว่า สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การกลับไปให้ถึงบ้านและขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้าน และถ้าเป็นไปได้ พวกไอเว่และเอลฟ์ที่มาด้วยน่าจะยังไม่กลับไป เธอจำได้ว่าธุระที่ไอเว่ต่องคุยกับพวกผู้อาวุโสในหมู่บ้านนั้นจะกินเวลาอย่างน้อย 3 วัน

 

"ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ..."

 

เธอพูดขึ้นลอยๆอย่างอ่อนแรง แต่แล้วก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในระยะประชิดอยู่เบื้องหน้าในเงามืดจนเธอสะดุ้งโหยงสุดตัว

 

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่!? "

 

เสียงขุ่นเคืองนั้นเอ่ยถามซี้กลินเด้อ ตอนนั้นเองที่เธอจำได้ว่า ก่อนหน้าที่เธอจะถูกเถาวัลย์ลากตัวเธอขึ้นจากน้ำ ชายขี่ม้าคนหนึ่งกำลังไล่ตามเธอมาด้วยก่อนที่เขาเองก้ถูกพวกมันเล่นงาน แต่อะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นเธอเองก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ ม้าของเขาหายไปแล้ว ซี้กลินเด้อพยายามยืนให้มั่นและกำคทาไว้ในมือจนแน่นเพื่อดูท่าทีของอีกฝ่าย เนื่องจากเธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร และตามเธอมาทำไม ถ้ามาร้าย เธอก็จะร่ายคาถาที่ทำให้ตัวชา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่น่าจะหยุดเขาไว้ได้ แล้วรีบวิ่งหนีให้เร็วที่สุด เพราะถึงแม้เธอจะกินยาที่ทำให้ร่างกายเป็นผู้ชายแล้วก็ตาม เธอก็คิดว่า เธอคงไม่อาจสู้แรงผู้ชายแท้ๆที่มีฝีมือทางการต่อสู้ได้

       ชายในผ้าคลุมค่อยเดินมาหาเธอช้า ในขณะที่เธอเองก็ค่อยๆถอยหลังทีละนิดจากเขา ก้าวต่อก้าว

“ข้าถามว่า เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

ถึงแม้เขาจะเอ่ยถามอีก ซี้กลินเด้อก็ไม่ปริปากเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงจ้องเขม็งไปยังใบหน้าที่มองไม่ชัดใต้ผ้าคลุมนั้น ชายคนดังกล่าวค่อยๆสาวเท้าก้าวเข้ามาหาเธอที่พยายามถอยออกช้าๆ และในตอนนั้นเอง ขาของซี้กลินเด้อก็ไปชนเข้ากับหินก้อนใหญ่เข้า เธอไม่สังเกตเลยว่าด้านหลังมีอะไรบ้างและกำลังจะเสียการทรงตัวหงายหลังล้มลงไป ในตอนนั้นเอง ชายในผ้าคลุมก็พุ่งตัวเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว ซี้กลินเด้อคิดว่า ถ้าขืนเป็นแบบนี้เธอต้องโดนจับตัวไปแน่ๆ เธอจึงพยายามชี้คทาไปยังเขาและพยายามจะร่ายมนต์ออกไป แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะชายคนนั้นคว้าข้อมือเธอไว้ได้และเบี่ยงตัวของเขาออกจากวิถีที่คทาชี้ไว้แล้วกระชากซี้กลินเด้อที่กำลังจะล้มอย่างแรงมาล็อคแขนไว้จนตัวของเธอติดกับเขาในระยะประชิด

“นี่เจ้าคิดจะทำอะไร? จำข้าไม่ได้งั้นรึ?”

ตอนนั้นเอง ที่ซี้กลินเด้อเริ่มจดจำเสียงนั้นได้ และค่อยๆหันไปมองใบหน้าที่อยู่ใกล้กับใบหน้าเธอจนแทบจะสัมผัสลมหายใจของเขาได้ ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เธอไม่คาดฝันว่าจะเห็น ภาพที่เธอไม่คิดว่าจะมาปรากฏเบื้องหน้าของเธอ ใบหน้านี้และกลิ่นของไม้หอมนั้นเป็นเขาคนนั้นแน่นอน

 

"ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!"

 

เธอสะบัดตัวอย่างแรงเพื่อให้หลุดออกจากแขนของเอลฟรีเดอร์ที่ล็อคตัวเธอเอาไว้ เธอไม่ต้องการเห็น ไม่ต้องการเจอ และไม่ต้องการได้ยิน หรือ แม้แต่จะรับรู้การมีอยู่ของเขาแล้วในตอนนี้ และยิ่งเป็นหลังจากที่เรื่องร้ายๆต่างๆเกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด ยิ่งทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นทวีคูณขึ้นกว่าเดิม

 

“นี่ เจ้าเป็นอะไรไป? เจ้าเด็กปานแดง ข้าแค่ถามว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ต้องถึงกับหันไม้คทาใส่แบบนี้เลยงั้นรึ? ทั้งๆที่ข้าตั้งใจจะช่วยเจ้าแต่แรกแท้ๆ”

คำพูดนั้นทำให้เธอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ เธอยังอยู่ในร่างผู้ชายเพราะฤทธิ์ของยา และเป็นสิ่งที่เอลฟรีเดอร์ยังไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว เธอ คือ ซี้กลินเด้อในตอนนี้

หากแต่เอลฟรีเดอร์ยังจดจำว่า เธอเป็นเด็กหนุ่มที่พบโดยบังเอิญเมื่อครั้งก่อนนามว่า 'ซี้เกอร์' (Sieger)

 แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ต้องการอยู่กับเอลฟรีเดอร์ ณ ที่นี้ ตอนนี้ เวลานี้ ถ้าจะต้องเจอต้นไม้ลากกลับไป อาจจะดีเสียกว่า พอเอลฟรีเดอร์สังเกตเห็นว่าเธอยังคงพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากแขนของเขา เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า

 

"เจ้าอาจจะคิดว่าตัวเองรอดเพราะคาถาไฟที่เสก มันก็ใช่ แต่ถ้าข้าไม่ร่ายคาถาอาณาเขตแห่งเทพี เจ้าเองก็คงไม่ได้ออกมาง่ายๆแบบนี้หรอก พวกต้นไม้คงหยุดเคลื่อนไหวสักพัก น่าจะราวๆ 2-3 ชั่วโมง คาถาสร้างเขตวงเวทย์แห่งเทพีใช้ได้ไม่นานถ้าไม่มีต้นพฤกษาพิสุทธิ์...ถ้าเจ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่อย่าคิดจะเสกคาถาอะไรใส่ข้าก็แล้วกัน"

 

เขากล่าวพลางค่อยๆปล่อยตัวเธอออกไปจากแขนของเขาที่ล็อคตัวเอาไว้ และโยนสัมภาระของเธอที่น่าจะตกตอนที่ถูกต้นไม้จับไปกองไว้ตรงหน้าเธอ ถึงแม้ตอนนี้ เอลฟรีเดอร์จะไม่รู้ว่า เด็กหนุ่มปานแดง หรือ ซี้เกอร์ที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ซี้กลินเด้อ เธอก็รีบถอยห่างออกจากเอลฟรีเดอร์ในทันทีที่เขาปล่อยแขนออก เธอจ้องหน้าเขาพักหนึ่งก่อนจะก้มมองลงพื้น และพยายามข่มใจที่อยากจะหนีไปจากตรงนั้นให้พ้นๆออกไป เธอพยายามตั้งสติอีกครั้ง ถึงแม้เอลฟรีเดอร์จะทำไม่ดีกับเธอก่อนหน้านี้ แต่ในตอนนี้ เธอไม่ใช่ซี้กลินเด้อสำหรับเขา การทำอะไรให้น่าสงสัยจะทำให้อะไรๆอาจจะแย่มากขึ้นไปอีก อีกทั้งการจะมารื้อฟื้นเรื่องแย่ๆในสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตัวเธอเองคนเดียวก็อาจจะไม่รอดออกไปจากที่นี่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาเขาอยู่ดี

แน่นอนว่า เอลฟรีเดอร์ไม่รู้เรื่องนั้น แต่พอเขาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเธอจึงหยิบขวดยาเล็กๆออกมาจากกระเป๋าเล็กๆที่สะพายอยู่ข้างเอวของเขาแล้วยื่นให้เธอ

 

“บาดเจ็บใช่ไหม? ดื่มนี่เสีย จะได้มีแรงกลับออกไปได้”

 

"ขะ ขอบคุณท่านมากครับ..."

 

ซี้กลินเด้อรับยามาแล้วรีบดื่มทันที ยาของเอลฟ์มักเป็นยาที่วิเศษกว่ายาทั่วๆไป ไม่กี่วินาทีเท่านั้น ซี้กลินเด้อกลับรู้สึกสบายตัวและหายใจปลอดโปร่งขึ้นมาในทันที แผลที่เกิดจากการถูกกิ่งและไม้เถาฟาดจนช้ำ ก็ค่อยๆหาย รวมไปถึงแผลที่มีเลือดไหลก็หายสนิทไปด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่เวลามาตื่นเต้นกับฤทธิ์ยา

"ขะ ขอบคุณท่านมากอีกครั้ง เอ่อ....ผม ผม ที่จริง จะมาทำธุระกับเอลฟ์ป่าที่นี่ พอดี เจอต้นไม้แปลกๆพวกนั้น...”

เธอบอกเขาโดยปกปิดความจริงเรื่องของคูนิแบร์ทและอโพนี่ไว้ เพราะเธอมองว่าเอลฟรีเดอร์เป็นคนนอก ถึงจะเป็นเอลฟ์เหมือนกัน แต่เอลฟ์แห่งแสงก็ต่างจากเอลฟ์ป่าแทบจะฟ้ากับดิน แถมไม่ค่อยมีการติดต่ออะไรกันเลยด้วยซ้ำถ้าไม่จำเป็นตามที่เธอเคยรู้มา

“ข้าเองก็เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่นาน ที่นี่ต่างจากเดิมมาก แต่ให้พูดจริง น่าจะพูดว่า ‘กลับเป็นดังเช่นตอนนั้น’ ก็น่าจะได้ แต่ว่า ตอนนี้ เจ้าควรจะรีบกลับบ้านของเจ้าเสีย ที่นี่อันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์”

เอลฟรีเดอร์บอกกับเธอ คำพูดนั้นทำให้เธอเกิดสงสัยขึ้นมา ว่า ‘กลับเป็นดังเช่นตอนนั้น’ หมายถึงอะไร แต่ถึงเธอจะอยากรู้ขึ้นมาว่า ทำไมเอลฟรีเดอร์มาอยู่ที่นี่ มาทำอะไร มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร หรือหลังจากเรื่องในคืนนั้นที่เขาก็หายตัวออกไป แต่พอคิดหวนไปถึงคืนนั้น เธอก็ปะทุความรังเกียจขึ้นมาอีก จนต้องพยายามทำใจให้เย็นลงเข้าไว้

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะครับ”

ซี้กลินเด้อพูดปัดไปเช่นนั้น แล้วรีบลุกขึ้นพร้อมกับพยายามหันหลังเพื่อเตรียมเดินหนี เธอยังรู้สึกไม่พร้อมที่จะเจอเขา แม้เขาจะช่วยชีวิตเธอมาเมื่อครู่ก็ตามที แต่จากที่ฟังมาเนียร์ทเล่าให้เธอฟังมาบ้าง ทุกอย่างในป่าเอลฟ์น่าจะสงบและปกติดี มีเพียงเหล่าเอลฟ์ป่าเท่านั้นที่ล้มป่วยโดยหาสาเหตุไม่ได้เท่านั้น แต่มาเนียร์ทไม่เคยพูดถึงเรื่องต้นไม้เคลื่อนไหวได้ราวกับสัตว์ที่ออกล่าเหยื่อ หรือ เสียงประหลาดที่เธอได้ยินเหล่านั้นเลย สิ่งที่เกิดวันนี้กับเธอ กับ คูนิแบร์ทและอโพนี่มันอยู่นอกเหนือจากสิ่งที่มาเนียร์ทบอกไว้ ความสงสัยและเป็นกังวลต่อทั้งสองคนที่ถูกจับตัวไปทำให้เธอจำใจหยุดความคิดที่จะรีบหนีไปจากเอลฟรีเดอร์ จนต้องเอ่ยถามในที่สุด

 

"ในป่านั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ? ถ้าเป็นไปได้ เรากลับไปด้วยกันไปตามผู้คนมาช่วยจะดีกว่านะครับ ยังไงแล้ว เอลฟ์ป่าที่นี่ก็ผูกพันกับคนในหมู่บ้านของผม"

 

ซี้กลินเด้อถามเขา

 

"มัน...ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจำเป็นต้องรู้...รีบกลับไปเสีย กว่าเจ้าจะเดินพ้นเขตก็ใช้เวลานาน ข้าจะคอยดูจากตรงนี้ให้ ไปเสีย...”

 

เอลฟรีเดอร์ตอบโดยไม่บอกความจริงๆใดๆให้ซี้กลินเด้อรับรู้ และเดินเข้ามาหาซี้กลินเด้อและคว้าแขนของเธอไว้พร้อมกับบีบจนแน่น ก่อนจะจ้องตาของเธอด้วยสายตาที่ขมึงทึง

 

“แล้วก็ ถ้าคิดจะพาใครมาช่วย ก็อย่าได้ทำเป็นอันขาด มนุษย์อย่างพวกเจ้าทำอะไรไม่ได้ ไม่ต้องไปพาใครมาตายเปล่าที่นี่ทั้งนั้น"

 

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ซี้กลินเด้อรู้สึกขุ่นเคืองในน้ำเสียงไม่ใยดีของเอลฟรีเดอร์ที่พูดกับเธอ คำพูดที่ไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟัง ไม่บอกกล่าวความจริงที่เกิดขึ้น แถมยังพูดจาหักหาญน้ำใจที่คิดจะช่วย ทำให้เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีสะบัดแขนออกจากมือเอลฟรีเดอร์ แล้วหันกลับไปพูดกับเขาระยะประชิด เธอจ้องตาเขาและพูดโต้กลับด้วยเสียงแข็งเพราะความโกรธจนลืมตัว

 

"ท่านก็ทำตัวแบบนี้ตลอด มีอะไรก็ไม่เคยบอกกัน! ผมรู้ว่าท่านเก่งกล้าสามารถไปหมด แต่ช่วยมองเห็นคนอื่นในสายตาบ้างได้ไหมครับ? จะไม่ชอบหรืออคติอะไรผมไม่รู้หรอกนะ แต่! อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ไขอะไรได้คนเดียวเสมอนักเลย! แล้วพูดจาหรือทำท่าทางไร้เยื่อใยแบบนั้นน่ะ ผมเกลียดที่สุดเลยครับ"

 

 

ซี้กลินเด้อเผลอพูดความอัดอั้นในใจออกไปจนหมด แล้วก็นึกได้ว่า บางอย่างที่ไม่น่าจะพูดเยอะเกินไปเสียแล้ว! เธอจึงเริ่มกังวลว่ามันจะไปทำให้เขาสงสัยอะไรเกี่ยวกับเธอรึเปล่าเข้าจนได้ เธอจึงรีบเม้มปากก่อนที่สมองจะหลุดคำพูดอะไรออกมาอีก เอลฟรีเดอร์ที่ได้ยินคำพูดต่างๆของซี้กลินเด้อเองก็ถึงกับชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆขมวดคิ้วแล้วจ้องมองซี้กลินเด้อด้วยความไม่พอใจเช่นกัน

 

"เจ้า...พูดอะไรออกมารู้ตัวรึเปล่า? พูดราวกับ รู้จักข้าดีนักเชียว เราเจอกันก่อนหน้านี้แค่ครั้งเดียวแท้ๆ ตอนนี้ กลับมาเขย่งขาพุดจ่อหน้าข้าแบบนี้งั้นรึ?"

 

ซี้กลินเด้อถึงกับอึ้งในสิ่งที่เขาบอก เธอรีบลดขาที่เขย่งอยู่โดยไม่รู้ตัวลงและจึงรีบแก้ตัวว่า

 

"ผม เอ้อ... ก็ ซี้กลินเด้อจริงๆ เป็นญาติห่างๆของผม เธอ เอ่อ กลับมา ก็ละ ละ เล่าให้ฟัง...เธอ เอ่อ คือ เสียใจมาก...ผมเองก็เป็นญาติเธอ ก็เลยพลอยโกรธตาม...เท่า...นั้น...เอง....ครับ..."

 

แต่พอพูดออกไป กลับกลายเป็นประโยคที่ทำให้ตัวซี้กลินเด้อเองดูเป็นผู้หญิงปากเปราะขี้ฟ้องขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะเอามาถูไถเพื่อเบนความสนใจของเอลฟรีเดอร์ได้อีกแล้ว เธอหยุดพูดและรอดูปฏิกริยาท่าทางโต้ตอบของเอลฟรีเดอร์

 

"ข้า...คิดแล้วว่าเจ้ามีส่วนคล้ายนางอยู่ มิน่าล่ะ...งั้นรึ นาง เล่าให้ฟังแล้วสินะ...ดีแล้วล่ะ ที่นางคิดแบบนั้น...ดีแล้ว"

 

แทนที่จะโกรธหรือเขม่นใส่ที่เอลฟรีเดอร์ไม่รู้จักเสียใจในสิ่งที่ทำกับเธอในคืนนั้น หรือ ขอโทษเธอ เอลฟรีเดอร์กลับมีสีหน้าและอ่อนท่าทีลง เขาถอนหายใจราวโล่งอกออกมา ก็จะค่อยๆยิ้มบางๆและละสายตาลงต่ำราวกับคิดถึงอะไรบางอย่าง เมื่อซี้กลินเด้อเห็นดังนั้น เธอจึงรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก และสงสัยเหลือเกินว่า

'ดีแล้วล่ะที่นางคิดแบบนั้น'

ของเอลฟรีเดอร์หมายความว่าอะไรกันแน่

แล้วในตอนนั้นเอง เอลฟรีเดอร์ก็จ้องมองมายังใบหน้าของเธอ ซึ่งตอนนี้อยู่ในร่างของชายหนุ่มนาม ซี้เกอร์ เธอจึงรู้สึกว่าถ้าไม่ทำท่าทางแปลกๆออกมาเขาอาจจะพูดอะไรออกมาเอง และก็เป็นไปตามนั้น เอลฟรีเดอร์ค่อยๆเอื้อมมือไปตบเบาๆที่ศีรษะของเธอพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่เธอไม่ได้เห็นมาสักพักหนึ่งแล้ว รวมถึงการกระทำที่ไม่คาดคิดของเขา ทำให้เธอตัดสินใจเอ่ยถามออกไป

 

"ทำไม...ท่านถึงพูดแบบนั้นล่ะ?"

 

เธอถามแล้วจับมือของเขาที่กำลังจะผละมือออกจากศีรษะของเธอไว้แน่น ราวกับเป็นการกำชับว่าเธอต้องการได้คำตอบนั้นจริงๆ จากเอลฟรีเดอร์ เธอจ้องมองเขาเพื่อรอคำตอบ

 

"ข้า..."

 

เอลฟรีเดอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่เธอไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน

 

"ซี้เกอร์ ข้าอยากให้นางลืมข้าเสีย ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากให้นางลืมข้าเสีย ไม่นึกถึงข้าอีก ถึงแม้ บางสิ่งที่ข้าทำไว้มันอาจจะเป็นการกระทำที่ดูใจร้ายกับนาง ถ้านางจะรักข้า สู้ให้นางเกลียดจนสุดหัวใจแล้วลืมไปเสียดีกว่า ...แย่จริง ข้าพูดอะไรออกไปกัน”

 

ซี้กลินเด้อถึงกับชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของเอลฟรีเดอร์ฉายแววเศร้าออกมาจนหายได้ชัด แม้ต้องแสงจันทร์เพียงเล็กน้อยและรอบข้างจะมืดลงมากแล้วในขณะนี้ บัดนี้ เอลฟรีเดอร์ก้มหน้าลงไม่มองตาเธออีก อาจเป็นเพราะเขาสังเกตเห็นท่าทีของเธอที่มีต่อสีหน้าที่เขาแสดงออกอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้เมื่อพูดจบ เอลฟรีเดอร์ก็ค่อยๆดึงมือของเขาออกจากมือของเธอ

 

“แต่สัญญากับข้าด้วยเถิด อย่าบอกเรื่องนี้กับนางเป็นอันขาด

ข้า ขอร้อง...ข้าขอร้องเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย"

 

ซี้กลินเด้อถึงกับตกใจ เธอเริ่มรู้สึกใจเสียและหัวใจของเธอก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะเพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นฟังดูผิดแผกแปลกไปจากที่เธอคาดไว้ และผิดไปจากสิ่งที่เธอเข้าใจมาตลอด และหากเป็นเช่นนั้น เรื่องเมื่อตอนนั้นที่บีบคั้นให้เธอหนีกลับมาที่บ้านเกิด ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นความตั้งใจให้เป็นไปเช่นนั้นของตัวเอลฟรีเดอร์เองทั้งหมดแต่แรกอย่างนั้นหรือ เธอได้แต่คิดในใจ ก่อนจะค่อยๆหลับตาแล้วถอนหายใจเพื่อเรียกสติกลับมา

เธอมองเอลฟรีเดอร์ที่อยู่เบื้องหน้า เขากำลังยิ้มแต่รอยยิ้มนั้น ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเศร้าที่ฉายออกมาทางสายตาของเขาจนบดบังรอยยิ้มที่ปั้นแต่งเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์ของเขาจนหมดสิ้น

 

"มัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ ท่านเอลฟรีเดอร์ เพราะอะไร?"

 

เธอถามเขาไปตรงๆ และแล้ว เอลฟรีเดอร์ก็พูดในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด มันทำให้สมองของเธอขาวโพลนไปหมด เป็นคำพูดที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินจากเขามาก่อนคำพูดเพียงประโยคเดียว พร้อมกับรอยยิ้มแสนเศร้าที่เธอไม่เคยเห็น

 

"ซี้เกอร์...ข้าน่ะ...ข้ากำลังจะตาย"

 

 

ซี้กลินเด้อยืนนิ่งไปชั่วขณะ เธอแทบไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ

 

“ปัญหาทั้งหมดนี้ ข้าเป็นคนก่อมัน ซี้เก้อร์ ข้าต้องเป็นคนจบมันเอง ไม่ว่าใครก็ทำอะไรไม่ได้ รังแต่จะพลอยเดือดร้อนและดับสูญไปด้วย”

 

เอลฟรีเดอร์พูดต่อเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นแสดงสีหน้าตระหนกและไม่โต้ตอบอะไรกับเขา

 

“เจ้าเข้าใจนะ ไปเสีย...เจ้ายังมีคนที่รักรออยู่ที่บ้านใช่ไหม? กลับไปเสีย แล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง...”

 

ทันทีที่พูดจบเอลฟรีเดอร์ก็ใช้มือของเขากุมไหล่ทั้งสองของซี้กลินเด้อไว้ เหมือนเป็นการบอกลา เธอมองเขาแต่ไม่รู้จะพูดบอกออกไปว่าอย่างไรดี มาถึงจุดนี้ คงเป็นแบบที่เขาบอกจริงๆ ถ้าตามไปด้วยเพราะคิดว่าจะช่วยอะไรได้มันก็ดูจะเหมือนกับว่ามองโลกแง่ดีไม่ถูกกาลเทศะ และอาจจะเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า ไปๆมาๆ นอกจากแก้ไขอะไรไม่ได้ อาจจะพลอยตายกันไปโดยที่ยังไม่ทันทำอะไรด้วยซ้ำ เธอจึงคิดว่า ถ้าหากรีบกลับไปที่หมู่บ้านล่ะก็ น่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่า และอาจจะกลับมาได้ทันก่อนที่เอลฟรีเดอร์จะคิดสั้นทำอะไรบางอย่างก็ได้

 

“ได้ครับ...ผมจะทำตามที่ท่านบอก ดังนั้น ท่านเองก็ระวังตัวด้วยนะครับ”

 

ซี้กลินเด้อกล่าวพร้อมกับมองตาเอลฟรีเดอร์อย่างแน่วแน่ ก่อนจะถอยออกจากเขา แต่ในตอนนั้นเอง เสียงนกและสัตว์ป่าที่น่าจะนอนหลับในยามราตรีต่างดังกึกก้องขึ้น และสายลมก็พัดแรงขึ้นจนน่าตกใจ

ทั้งสองรีบหันไปมองยังทิศที่ลมพัดมาจึงได้ประจักษ์ว่า ลมนั้นไม่ได้พัดมาด้วยแรงลมตามธรรมชาติ แต่กลับพัดมาเพราะเหล่าต้นไม้นั้นโอนส่ายไปมาและเบี่ยงตัวจนมองเห็นเป็นทางโล่งยาว และภายในนั้นก็ปรากฏร่างคล้ายมนุษย์ค่อยๆเยื้องย่างเข้ามาหาทั้งคู่ช้าๆ แต่การใช้คำว่าเยื้องย่างอาจไม่ถูกนัก เพราะเมื่อร่างนั้นมาใกล้ๆพอที่แสงจันทร์จะส่องลงมาให้เห็น ก็พบว่า ร่างกายนั้น ไม่ใช่ร่างกายที่เหมือนมนุษย์ หรือ เอลฟ์ แต่กลับคล้ายกับมนุษย์เพศชายแต่มีท่อนล่างเป็นรากไม้ที่ใช้เดินต่างขา และคล้ายกับการเดินของแมงมุม

‘มนุษย์ต้นไม้’

ซี้กลินเด้อตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเป็นอย่างมาก เธอถึงกับค่อยๆถอยหนีโดยไม่รู้ตัว แต่เอลฟรีเดอร์กลับจ้องมองอย่างนิ่งเฉย ไม่สะทกสะท้านใดๆ และมีสีหน้าที่แสดงความโกรธขึ้นมาในทันที

 

“ไม่พบกันนานเชียว เอลฟรีเดอร์ที่รักของข้า”

 

เมื่อร่างนั้นเข้ามาจนใกล้กับเอลฟรีเดอร์ก็กลับหยุดยืนนิ่ง ก่อนจะยื่นสิ่งที่คล้ายมือของมนุษย์แต่กลับมีรากของไม้และกิ้งไม้ที่มีใบอ่อนแตกอยู่ออกมา และแตะลงที่เบื้องหน้าของเอลฟรีเดอร์แต่มือนั้นไม่ได้สัมผัสโดนใบหน้าของเขาราวกับมีกระจกบางๆกั้นอยู่ เอลฟรีเดอร์จ้องมองร่างนั้นกลับสีหน้าของเขายังคงโกรธเคืองผู้ที่อยู่ต่อหน้าเช่นเดิม และเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธจัด

 

“เป็นเจ้านี่เอง...วิดุซ”

 

“เจ้าเจอข้าผ่านทางคูลุยนัลด้าไปครั้งหนึ่งแล้วนี่? อุตส่าห์ส่งเขามาหาถึงที่ แสดงว่า ยังจำสัญญานั้นได้ใช่ไหม?”

 

มนุษย์ต้นไม้นาม วิดุซ เอ่ยตอบอย่างสบายอารมณ์ พร้อมใบหน้าอ่อนโยนยิ้มแย้มแจ่มใส จนราวกับว่ารอยยิ้มของเขาจะเปล่งประกายฉายแสงได้เมื่อต้องแสงจันทร์

 

รูปร่างหน้าตาท่อนบนที่คล้ายมนุษย์ที่มีกิ่งไม้ เถาวัลย์และใบไม้ปกคลุมนั้นดูคล้ายชายฉกรรจ์ทั่วไป หากแต่ท่อนล่างจากเอวลงมานั้นเป็นรากไม้ที่เคลื่นที่ไปมาได้ไม่ต่างจากขาของแมงมุม เพียงแต่ด้วยความที่เป็นรากไม้จำนวนมาก บางครั้งก็ดูคล้ายหนวดของแมงกะพรุน

 

“ข้าจะทำตามสัญญา แต่เจ้าต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม แล้วปล่อยทุกคนไป”

 

เอลฟรีเดอร์บอก วิดุซจ้องมองเอลฟรีเดอร์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอี้ยวตัวของเขามายังซี้กลินเด้อที่อยู่ในร่างเด็กหนุ่ม เขาส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนจนดูเป็นมิตรอย่างมาก ซี้กลินเด้อที่ยืมตกใจอยู่นั่นถึงกับเผลอเอนตัวมองตาม ก่อนจะรู้สึกตัวว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่ควรทำเช่นนั้น เอลฟรีเดอร์ที่มองเห็นท่าทีของทั้งสองจึงเอ่ยขึ้นว่า

 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้ากับเจ้า อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวด้วยแบบเมื่อตอนนั้น! ปล่อยลูกมนุษย์คนนั้นไป แล้วเราค่อยจัดการตามที่ควรจะเป็น”

 

เขาพูดและใช้มือทุบไปยังกระจกที่มองไม่เห็น ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะอาณาเขตที่เขาวางไว้ ถึงเขาจะทุบแรงและมีเสียงดังเหมือของแข็งถูกกระแทก แม้แต่วี้กลินเด้อที่ยืนห่างออกไปก็ยังสุดุ้ง แต่วิดุซกลับอมยิ้ม ไม่สะทกสะท้านใดๆ ก่อนจะเหลือบตาไปจ้องจ้องตากับเอลฟรีเดอร์โดยที่ตัวของเขายังคงเอนมองมาทางซี้กลินเด้อ

 

“อ้อ...เจ้าไม่รู้...ไม่รู้นี่เอง...”

 

ซี้กลินเด้อเริ่มระแคะระคายใยรอยยิ้มนั้น เธอเริ่มถอยหลังออกช้าๆและหยิบสัมภาระของเธอที่เอลฟรีเดอร์หยิบติดมาด้วยตอนเดินตามเธอมาจากพื้น

เอลฟรีเดอร์เองก็เริ่มสงสัยในคำพูดของวิดุซ เขาจึงหันไปทางซี้กลินเด้อและตะโกนด้วยเสียงอันดัง ว่า

“หนีไป! รีบหนีไปซะ!”

 

“แล้วท่านล่ะ?!”

 

“ข้าบอก ให้ ไป! ยังไงเล่า”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ซี้กลินเด้อจึงรีบวิ่งออกไปทันที เธอไม่รู้ว่าวิดุซจะทำอะไร แต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของวิดุวกลับทำให้เธอรู้สึกกลัวมากขึ้นในตอนนี้ และทวีคุณขึ้นในทันที เมื่อพบว่ามีเสียงแตกของแก้วขนาดใหญ่ดังไล่หลังมา เธอหันไปดูตามสัญชาติญาณโดยไม่ทันรู้ตัว และพบว่าเอลฟรีเดอร์นั้นถูกแรงกระแทกจากอะไรบางอย่างกระเด็นปลิวออกไปจากที่ที่เขาเคยยืนอยู่เดิม และแน่นิ่งลงไปนอนกองอยู่กับฝั่งตรงข้ามและวิดุซที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าของเขาก็หายตัวไป

ซี้กลินเด้อเริ่มลังเลว่าเธอควรจะทำอย่างไร เข้าไปช่วยเอลฟรีเดอร์ที่กำลังนอนสลบอยู่ดีหรือไม่ หรือควรจะวิ่งต่อไป แต่ในเสี้ยววินาทีที่กำลังจะติดสินใจนั้น เสียงเบาราวกระซิบก็ดังขึ้นข้างหู พร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มที่เป็นมิตรของวิดุซก็โผล่ขึ้นข้างหางตาเธอ คางของเขาเกยอยู่บนไหล่ด้านซ้ายของเธอ และมือทั้งสองก็โอบกอดเธอจากด้านหลัง

 

“ข้าไม่ต้องการสัญญาของเอลฟรีเดอร์แล้ว”

 

วิดุซกระซิบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ซี้กลินเด้อรู้สึกกลัวจนตัวชาไปทั้งตัว จะสะบัดมือ ก้าวขา หรือ ร้องตะโกนก็ยังทำไม่ได้ เธอได้แต่กรอกตาไปยังใบหน้าของวิดุซที่เกยอยู่บนไหล่ของเธอ เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเคยได้ยินมาก่อน ว่า

 

 

“ข้าต้องการเจ้ามากกว่า...เจ้าสาวแห่งเอลฟ์ เราจะมาอยู่ด้วยกันตลอดไป...แต่ตอนนี้ เจ้าอาจจะรู้สึกชาสักนิด แต่สักพัก เจ้าก็จะหลับสนิทสบาย ซี้กลินเด้อ...”

 

ถึงซี้กลินเด้อจะตกใจที่วิดุซรู้ว่า แท้จริงแล้ว เธอเป็นใคร แต่ไม่ทันจะได้โต้ตอบอะไรเธอก็ถูกพาตัวเข้าไปในทางเดินที่มุ่งหน้าเข้าไปยังป่าแห่งเอลฟ์ที่เปิดออกโดยวิดุซและนั่น ก็เป็นสิ่งที่แม้แต่เอลฟรีเดอร์ที่ถูกปล่อยให้นอนสลบแน่นอนอยู่เบื้องหลังเองนั้น ก็ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

---* โปรดติดตามตอนต่อไป *---

 

 

Next ep. ...to be continued.... 

 

 

ขอขอบคุณจากใจสำหรับทุกๆท่านที่ยังคงรออ่านต่อจริงๆค่ะ

ฉันไม่เคยคิดจะทิ้งไปเลยนะคะ แต่รู้สึกว่า

พอทำงานและมีอะไรปวดหัวในชีวิตแล้วมันตื้อตันไปหมดเลย OTZ

ตอนนี้ ชินแล้วแฮะ! เลยกลับมาเขียนได้และ รู้สึกว่าที่ช่วยกันแก้และขอคำแนะนำใครๆไว้

 

ช่วยให้เนื้อเรื่องดีขึ้นจมเลยค่ะ กลายเป็น action ไปซะแล้วเลยด้วย!

 

ตัวละครใหม่ จะเรียกว่า Final Boss ก็ว่าได้ นาม Widuz /วิ-ดุซ/ คนนี้

เป็นมนุษย์ต้นไม้ค่ะออกแบบตั้ง 3 ครั้งแน่ะ พยายามให้เขาดูไม่มีเพศ

เพราะอยากให้เหมือนต้นไม้ที่มีดอกสองเพศผสมเกสรเองได้ แนวๆนั้นค่ะ :D

 

ก็เลยให้หน้ายิ้มสวยแต่ตัวเป็นผู้ชายไปเลยละกัน :3

ชื่อ Widuz เองเป็นภาษาเยอรมันโบราณ

(Proto-Germanic) แปลว่า ไม้ (wood) ค่ะ

สองคนนี้ มีความสัมพันธ์อะไรกันนั้น จะเฉลยตอนหน้าค่ะ :D

ซี้กลี่...เธอมาถึงก็เจอแต่ปัยหาจริงๆ เริ่มสงสารละแฮะ! ( ; w ; )//

จากนี้ไป ที่คาดกันไว้ คือ อีก 1-2 ตอนค่ะ จะพยายามต่อไปค่ะ สู้ๆ

 

 

ขอบคุณที่ติดตามมาตลอด

*Sieglinde & Elfrieder's story* นะคะ

 ไว้เจอกัน ตอนถัดไปค่า


ヽ(*>◡<* )ノ☆
 
+ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านมาตลอดนะคะ!
 
 
ช่วงนี้ อากาศร้อนจัด และฝนก็ตกลงมาแล้วด้วย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
 
 
 
 
 
********************************